Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ขอลาปีหมู
1 January, 2008

ในปีที่ผ่านพ้น อาจจะดูเหมือนไม่มีเรื่องราว…
แต่ในบางคราว มองย้อนกลับ ก็มีสิ่งให้คิด…
ทั้งผิดพลาด ทั้งผิดพลั้ง ทั้งจากเรา ทั้งจากเขา…
ฉันจะเก็บทั้งมวล ไว้ปรับและเปลี่ยน ข้างในของตัวและตน…
ในวันนี้ขอบอกลาปีหมูทอง…
กว่าจะเจออีกครั้ง ก็สิบสองปีข้างหน้า…
หวังแต่เพียงว่าฉันคงโตขึ้นกว่า…
โตพอที่จะยืนมองหน้า อันสวยงามของหมูตัวนี้…
bye bye….
ปล.รู้สึกว่าจะเขียนผิดวันว่ะ

ตู้ตุ๊กตา…และอดีตที่อยู่ในนั้น…
6 December, 2007

…สองสามวันที่ผ่านมาไปเดินเซนทรัลพระราม 3 ชั้นบนของห้างจะมีตู้ตุ๊กตาเห็นอยู่ริบๆ ผมรีบเดินรี่เข้าไปดู มีชายหญิงคู่หนึ่งยืนจ้องตู้อย่างใจจ่อ เราก็จ้องมั่ง ในตู้มีตุ๊กตามิกกี้เม้าส์แบบเบบี้อยู่สองสามตัว ที่เหลืออยู่ เป็นตุ๊กตาหมีไม่ค่อยน่ารัก สองคนนั้นคุยอะไรกันไม่รู้ ผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก ได้แต่จ้องร่องแขนของ เบบี้มิกกี้เม้าส์ เผื่อจะมีรูให้หนีบมันมาเป็นของตนเองได้ ทันใดนั้น ชายหนุ่มหยิบเหรียญหยอดฟุ่บ คอลโทรลตัวหนีบไปยังเป้าหมาย กดปุ่มให้ตัวหนีบลงไปคีบตุ๊กตาที่ไม่น่ารัก หมับ…แงบ….อี๊ด….ฟุ่บ…กลุกๆๆๆ เสียงตุ๊กตาไหลลงร่อง แฟนสาวของหนุ่มผู้นั้นก้มหยิบตุ๊กตาตัวนั้นอย่างไร้เสียงกรี๊ดกร๊าด ราวกับว่าเธอได้รับมันบ่อยแล้ว แล้วสองคนนั้นก็เดินจากผมไป… ผมขบเคี้ยวฟัน นิ่งคิดเพียงว่าจะเดินไปแลกเหรียญมาหยอดให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย ว่าแต่ก่อนเราก็เป็นเซียนตู้ตุ๊กตาเหมือนกันหลังจากที่นิ่งคิดไป 5 วินาที ผมก็กลับมาสู่ความเป็นจริงที่ว่าตู้ตุ๊กตานี้ไม่ใช่ตู้คุ้นเคยที่ผมถนัด เลยเดินจากมันไป…
…เมื่อก่อนตอนมีแฟนคนแรกผมชอบเล่นไอ้ตู้ตุ๊กตานี้มาก ไปห้างทีไรเจอตู้เป็นต้องหยอดและต้องมีตุ๊กตาติดมือกลับบ้านไม่ใช่ว่าผมเก่งอะไร แต่เล่นไปแล้วขอให้ได้ซักตัวก็ยังดี บางทีเล่นเป็นร้อยได้แค่ตัวเดียวแต่บางครั้งเล่นทีเดียวก็ได้เลย เล่นกันเป็นปี รวมตุ๊กตาทั้งหมดน่าจะมีเป็นร้อยตัวได้มั้ง แต่ทั้งหมดนั่นก็อยู่กับ แฟนคนแรก…เคยโทรไปคุยแล้วเอ่ยถึงตุ๊กตาที่เคยจับด้วยกัน…เอ่ยกับเธอขอแบ่งมาบ้าง..อยากเก็บไว้มั่ง แต่เธอเหมือนไม่ค่อยใส่ใจจะหาสักเท่าไหร่…ด้วยความที่เธอเป็นแม่คนแล้ว ก็ค่อนข้างจะยุ่งพอสมควร…คงไม่มีเวลาหาอะไรที่ไร้สาระมากนัก…
…แต่แล้วเมื่อตอนเย็นแฟนเก่าผมโทรมา เธอเอ่ยถึงตุ๊กตาเหล่านั้น ถามว่าผมยังอยากได้มันอยู่อีกไหม เธอบอกว่าตุ๊กตาทั้งหมดอยู่ในถุงดำใบใหญ่ ถ้าผมไม่อยากได้ เธอคงเอามันไปบริจาค… ผมตอบรับการรอคอยอย่างยินดี ถ้าเธอไม่ต้องการมันแล้ว… ผมอยากได้ทั้งหมดนั่น… เธอบอกว่าไว้ว่างๆมารับไปละกัน… แล้วเราสองคนก็ถามไถ่สารทุกข์สุกๆ ดิบๆ ลูกผมเอ๊ย… ลูกเธอเป็นไง… ตอนนี้ผมทำงานที่ไหน… เป็นไงมั่ง… สบายดีไหม… [...]

แรงรัก…
22 November, 2007

เวลาประมาณ 20.00นาฬิกา ณ.หน้าอู่รถเมล์ 205
“เอาไส้กรอกหนึ่งไม้ค่ะ” เสียงเพื่อนผมบอกกับคนขายอาหารเสียบไม้ปิ้ง
“นี่อะไรค๊ะ”สิ่งที่เธอชี้ อาหารลักษณะดึกๆ(ดำ)..คล้ายแผ่น 3 เหลี่ยมเล็กๆเสียบไม้อยู่ประมาณ 6 อัน ด้านนึงสีขาวขุ่น อีกด้านนึงสีดำ
“หนังปลาบึกครับ” คนขายหน้าตานุ่มๆ เอ่ยปากบอก แถมสำเนียงชักชวนให้ลอง “ลองกินดูสิอร่อยนะ หนึบๆดี”
เธอหันมาถามผม “ลองกินดูดีมั้ย”
ผมหน้าแหยๆ แล้วส่ายหน้า ได้แต่บอกเพื่อนผมในใจว่า “อย่าสั่งเลย อย่าสั่งเลย อย่าสั่งเลย “
“เอาหนึ่งไม้ค่ะ”
โอว… เธอช่างกล้าสั่งของแปลกกิน
ขณะที่รอของปิ้งอยู่นั้นผมหันไปทางขวามือ มีสตรีนางนึงยืนคุยโทรศัพท์ พร้อมกับเห็น ผู้ชายขี่
มอเตอร์ไซด์ เขาขับเข้ามาจอดหน้าอู่ห่างจากผม 5 เมตร ห่างจากสตรีคนนั้น 6 เมตร กระโดดลง
จากมอเตอร์ไซด์ ไม่ใส่ใจว่ามอเตอร์นั้นจอดอยู่ได้หรือไม่ พอเขาลงจากรถเดินไปหาสตรีผู้นั้น มอ
ไซด์ล้มลงเขาไม่ใส่ใจ เดินเข้าไปหาเธอคนนั้น
“มึงจะหนีไปไหน”
เขาตบเธอหนึ่งฉาดอย่างรุนแรงโทรศัพท์กระเด็นออกจากมือ แล้วมันตีลังกา 300 รอบ ก่อนกระทบกับพื้นคอมกรีต
เขาเตะเธอ เขาเตะเธอ
เขาตบเธอ เขาตบเธอ
จนเธอล้มลงไปกองกับพื้น
เพื่อนผมพูดขึ้นมาว่า “ไม่มีใครคิดจะช่วยเลยหรอ”
ผมหมุนร่างเล็กๆของตัวเองเล็กน้อยแล้วสังเกตเหตุการณ์นั้นต่อ
“กูรักมึงนะไอ้สัตว์” เขาพร่ำบอกตอนที่เตะและตบซ้ำเธอที่กองอยู่กับพื้น
“กูเลี้ยงมึงนะ!!!%^&^*^<?!@#” ผมจำอะไรไม่ได้มากนัก น่าจะเป็นประโยคทวงบุญคุณอะไรซักอย่าง
ผมไม่แน่ใจว่าเค้าต่อยและเตะเธอไปกี่ที หลังจากสาแก่ใจเขาเดินไปทางโทรศัพท์ของเธอผู้นั้นเอาเท้าเตะให้มัน
กระจุยกระจาย สงสารโทรศัพท์ที่ไม่มีชีวิตก็ยังโดนทำร้าย เขาเดินไปจับมอเตอร์ไซด์ที่ล้มอยู่ตั้งขึ้น
ขณะเดียวกันสาวคนนั้นลุกขึ้นเดินแล้วพยายามเดินจากไปอีกทางนึง
ชายผู้นั้นเห็นจึงรีบเดินไปจิกหัวลากมา…แล้วตบ
“มึงจะหนีไปไหน”
แล้วเขาก็เตะเธออีก
“น้ำจิ้มเผ็ดนะครับ” เสียงคนขายพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา แล้วเขาก็ตักน้ำจิ้มเผ็ดใส่โดยไม่รอคำตอบ
รับของเพื่อนผม
ผมไม่แน่ใจว่าเขาทุบเธออีกกี่ที แต่เธอก็ไม่ล้ม [...]

เลือกตั้ง 2550
20 November, 2007

ใกล้เวลาเลือกตั้ง 2550 เข้าไปทุกที ครั้งนี้ผมกาเบอร์ไหนก็ตาม ผมคงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกินอ้วก… พรรคการเมืองยิ่งมีหลายพรรคก็เหมือนมีอ้วกหลายกองให้คุณเลือกชิม  แต่
จะชิมกองไหนก็เหม็นแหวะเปรี้ยวชวนอ้วกทับลงไปอีกครั้ง
ผมนั่งดูสื่อต่างๆรวมทั้งโฆษณา ต่างประกาศกันปาวๆ ให้เลือกคนดี มีคุณธรรมเข้าสภา เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนตนเอง ดูแต่ละพรรคโฆษณาพรรคตนเองดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ สร้างอย่างนู้นลดภาษีอย่างนี้(ลดภาษีแล้วพวกท่านจะกินพอไหมง่ะ) เนี่ยแหละโฆษณาชวนเชื่อที่ทุกคนกล่าวขวัญถึงไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ดูแล้วเซ็งว่าเราต้องเลือกคนพวกนี้เข้าไปกำหนดทุกอย่างภายใน 4 ปีข้างหน้าอย่างนั้นน่ะเหรอ ทุกคนเต็มไปด้วยกระตือรือร้นหรือความกระหายต่อเงินภาษีของประเทศเต็มเปี่ยม ผมได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตาคิดเพียงว่า “เอาวะ… ภาษี 100 ส่วนให้พวกท่านกินซัก 80 ส่วน ยังไงก็ยังเหลืออีกตั้ง 20 ส่วนเอาไปพัฒนาประเทศ ยังไงประเทศเราและพวกเราทุกคนก็คงเต็มใจรอและพร้อมจะจูงมือประเทศรอบๆ ข้าง รุ่งเรืองไปพร้อมๆกัน….”
เคยได้ยินคำที่ว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ปัญหาอันนี้มันขมวดเป็นปม ยุ่งเหยิงเกินกว่าใครจะแก้ไหว มีอยู่ทางเดียวต้องตัดปมทิ้งให้หมด…
ปล. อยากจะเขียนถึงสาเหตุจริงๆ แต่น่าจะยาวเกิ๊นไว้มาต่อวันหลังละกัน(ว่าแต่มีคนอยากอ่านด้วยเหรอ…)

ความประทับใจแรก
29 October, 2007

ความประทับใจแรกของคุณมีอะไรบ้าง ไปทะแลครั้งแรก… ได้ดอกไม้ช่อแรก… จับมือแฟนครั้งแรก… ของขวัญชิ้นแรก… กินเค้กชิ้นแรก… ยิงประตูฝั่งตรงข้างได้เป็นครั้งแรก… มีลูกคนแรก… พรมน้ำหอมกลิ่นโปรดครั้งแรก… ถ่ายรูปอัลบั้มแรก… ส่งจดหมายลูกโซ่ครั้งแรก… รักครั้งแรก ฯลฯ…
ทุกๆความประทับใจครั้งแรกมักจะถูกบันทึกลงสมองอย่างค่อนข้างถาวร ถ้าโรคอัลไซเมอร์ยังไม่ถามหา คุณก็รีไซเคิลความทรงจำนั้นกลับมาได้เรื่อยๆ เวลาคุณเศร้ามันสามารถสร้างรอยสุขบนมุมปากได้เสมอ (แต่เวลาคุณสุข คุณคงไม่คิดถึงอะไรเก่าๆหรอกมัง) ความประทับใจครั้งแรกเหล่านี้ ถูกนำมาเป็นโครงสร้างของหนังเรื่อง Jellyfish หนังจากประเทศอิสราเอลที่นำมาฉายในงานเวิล์ดฟิล์มเฟสติวัลออฟบางกอก หนังนำเสนอภาพได้สวยงามแบบไม่แสร้งเกินจริง เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องราวทั่วๆไปในชีวิตสังคมของชาวอิลราเอล (พูดเหมือนเคยสัมผัส) มานำเสนอ เมื่อรวมสองสิ่งนี้เข้ากันจึงเป็นหนังที่ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆให้คนดูอย่างอบอุ่น(เว่อร์ไปมะ) เสียดายที่หนังจำกัดกลุ่มคนที่ได้ดูเพียงแค่สองรอบเท่านั้น
ดูหนังของประเทศนี้ครั้งแรกสามารถสร้างความประทับใจ ช่างเหมาะกะคอนเซปของหนังมั่กมั่กค่ะ
ลิงค์ของหนังแมงกระพรุน http://www.filmfund.org.il/page.aspx?section=656&mode=movie&itemid=1920
ปล. จะว่าไปงานเทศกาลหนังครั้งนี้แอบเปิดตัวอย่างเงียบๆ ปราศจากการโปรโมทอย่างรุนแรงเหมือนครั้งแรกหรือครั้งก่อนหน้านี้ นี่ถ้าไม่ได้เปิดช่อง 9 ช่วงเกือบเที่ยงคืนก็ไม่มีทางรู้ว่ามีงานภาพยนตร์ครั้งนี้เกิดขึ้น… รืว่าพวกเราเป็นพวกให้ความสำคัญเฉพาะความประทับใจครั้งแรก?

ปาร์ตี้ที่วี9…
12 October, 2007

บทนี้…ผสมแอลกอฮออล์ห้าสิบเปอร์เซนต์…ซึ่งแอลกอฮออล์ที่แย่ในสายตาคนทั่วไป สามารถตัดความคิดซ้ำซ้อนในบางส่วนออกไปได้ผมนั่งแท็กซี่กลับจากงานปาร์ตี้ครบรอบ 5 ปีของวีไนท์… เสียงเพลงผ่านทางวิทยุเอฟเอ็ม เพียงแค่เพลงเศร้าธรรมดา…ก็ทำให้ผมน้ำตาไหลได้….ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮออล์ก็คงมีส่วนที่ 50 เปอร์เซนต์…บทเพลงของคนอกหักทั่วๆไปสามารถทำให้คุณเศร้าได้เสมอในยามที่สติไม่เต็ม 100…
…เพลงทั่วๆไปที่ฟังแล้วผมก็อดคิดถึงความรู้สึกผูกพันเก่าๆไม่ได้…ผมพยายามมากแล้วที่จะไม่เปรียบเทียบ…
…ถึงแม้จะมีคนบอกว่าผมเป็นคนจำพวกที่ยึดติดกับอดีตเก่าๆ…
…ผมคงไม่คิดจะยึดติดกับอดีตเลยถ้าสิ่งที่เข้ามานั้นไม่สามารถทำให้ผม รำลึกถึงซักครึ่งหนึ่ง
…ผมเพียงแค่ต้องการความรู้สึกต่อกันที่ไม่ต้องกลั่นกรองผ่านความคิด 5 หรือ 10 ชั้น
…ผมไม่อยากรับรู้สิ่งที่ตัวเองต้องรู้สึกให้นึกถึงความรู้สึกที่ผ่านหลายปีอีกแล้ว
…ถึงแม้บัญญัติยางค์ของผมจะบัญญัติไว้ว่าตัวเองจะมีความอิ่มเอม ในการรับรู้ความเจ็บปวด…ความสุข…ความหลงไหล…
…แต่พอถึงการรับรู้จริงๆ…ผมอิ่มเอมกับมัน…ผมรู้สึกถึงค่าของมัน…แต่ผมก็ทนไม่ไหว…
…ผมคิดถึงความว่างเปล่าของสิ่งสัมผัส….ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม…
…ผมคิดถึงความคิดแบบบริสุทธื์…ไม่มีใส่ผงชูรส…ไม่ใส่น้ำตาล…ไม่ใส่น้ำปลา…
…แต่…ประสพการณ์ของทุกคนจำต้องสร้างเกาะป้องกันตนเองจากสิ่งที่เข้ามา…จำเป็นหรือ…สำคัญหรือ…
…มันไม่สำคัญ…แต่สมองคนมันวิวัตนาการพัฒนาจากความผิดพลาดในอดีต…
…พอทีเถอะนะเขาวงกตแห่งความรู้สึก…ผมสนุกในบางที…ผมเศร้าในบางที…และผมก็ทรมาณในบางที…
…*หากความรักเกิดในความฝัน
เราจูบพิตโดยไม่รู้จักกัน
ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน
อย่างที่ฉันไม่เคยต้องการ
ไม่อยากให้เธอได้พบกับฉัน
เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน
จูบเพื่อรำลาในความสัมพันธ์
ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป
โดยไม่รู้จักเธอ*…
ปล. ตี 4 แล้ว…เหนื่อยแล้ว…นอนแล้ว…ราตรีสวัสดิ์…

Beetle…
3 October, 2007

วันก่อนมีเสียงผ่านเข้ารูหูว่า “คิดยังไงถึงซื้อรถเต่า” ผมนิ่งไปประมาณ 5 วินาทีบวกกับการควาญหาคำตอบอีก 5 วินาที เลยตอบไปแบบหวนๆว่า “ก็ชอบอ่ะ…”
หลังจากคำถามในวันนั้นผมก็คิดถึงรถเต่าที่ผมขายไปแล้วเป็นช่วง ช่วง… แน่นอนว่าไม่ใช่ หลินฮุย เพราะไม่ใช่แพนด้า…(ผมช่างกล้าเล่น) กลับมามองถึงตัวคำถามก็แปลกดี เพราะคนที่พูดถึงมัน(รถเต่า) มักจะพูดว่า”โหย…เสียดายจัง ทำไมถึงขายรถล่ะ” ไม่ก็ “โหย น่าจะเอามาขายผม ผมชอบมากเลยอ่ะพี่ ถ้ามีอีกผมขอผ่อนนะพี่” (ตกลงมันชอบรถเต่าหรือมันชอบผ่อนฟร่ะ) คนอีกกลุ่มนึงคิดในใจว่า “ที่เอ็งขายไปคงเป็นเพราะมันซ่อมบ่อยล่ะสิ” “มันมีปัญหาบ่อยล่ะสิ” เปล่าเลยครับ อยู่กับผมมันเคยงอแงแค่สองครั้ง นอกนั้นมันทำหน้าที่ของมันอย่างสุจริตใจ ไม่เคยที่จะคอรัปชั่นไปรับเงินจากอู่ซ่อมเพิ่มเลย…
…กับประโยคที่ว่า “คิดยังไงถึงซื้อรถเต่า” ดังก้องกังวาลในสมองเกือบทุกวัน…และก็กระตุ้นความรู้สึกให้ผมคิดถึงมันอยู่เรื่อยๆ… (กรุณาอย่านึกในใจด่าผมว่าว่างงานจนมีเวลาคิดอะไรฟุ้งซ่าน)
…ผมจำภาพที่เห็นมันวิ่งออกไปโดยที่ผมไม่ได้เป็นคนขับได้ติดตา…
ป่านนี้มันคงวิ่งเล่นบนถนนต่างจังหวัดที่เต็มไปด้วยอากาศบริสุทธิ์อย่างมีความสุข…

เติม…ให้มาก…
24 September, 2007

คุณคิดว่าสมองของคุณสามารถเติมความรู้ได้มากมายแค่ไหน…?
ถ้าหันกลับมาถามตัวผมเองผมก็คงตอบไม่ได้หรอกครับ ว่าตัวเองใส่ความรู้เพิ่มได้อีกแค่ไหน… บางทีเติมไปประมาณหนึ่ง…วันดีคืนดีมันก็ไหลออกไปไหนก็ไม่รู้ สงสัยจะเป็นเพราะนอนตะแคงขวามันเลยไหลออกหูข้างขวาหมด ส่วนตัวมีความรู้บางชนิด อย่างเช่น ความรู้ด้านเขียนโปรแกรม และความรู้ด้านดนตรีเติมยังไงมันก็ไม่เข้าสมองเลยซักนิด เทเข้าไปแล้ว มันพุ่งออกเสมอเลยครับ ผมว่าจะเปลี่ยนสมองใหม่ ไม่รู้ว่าทางโรงพยาบาลชั้นนำจะมีบริการเปลี่ยนสมองรึยัง
ช่วงเดือนนี้ได้ดูหนังแนวเกย์ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ I Now Pronounce You Chuck and Larry เป็นหนังแนวตลกโปกฮาของอเมริกา เรื่องนี้ถือว่าตลกโปกจริงๆ ขำตลอดทั้งเรื่อง ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปใครที่พลาดดูไม่ทันก็รอเช่าดีวีดีเลยครับ ถ้ามันไม่สนุกมาเอาเงินค่าเช่าคืนได้ที่ผม อีกเรื่องนั้นเป็นหนังไทยแนวรัก(เกย์)หวานซึ้งกินใจ อันนี้ได้บัตรฟรีจากเพื่อนผมจึงกล้าเสี่ยงที่จะดู… (ใจจริงที่ไม่ดูเพราะกลัวว่าตัวเองจะค้นพบวิถีที่แท้จริงของตนเอง) ผลสรุปตัวหนังก็ออกมาเป็นอย่างที่หวังไว้ตอนก่อนเข้าไปดู…ไม่มีอะไรพลิกโผ…
…ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ที่เราทำหนังซักหนึ่งเรื่องกรณีที่เราขาดความรู้และ ขาดความเข้าใจในศาสตร์แขนงนี้ ตัวผมผ่่านการดูหนังไทยมาพอควร ถึงจะไม่ได้ดูบ่อยและดูแบบกระปิดกระปอย เพราะผมเลือกดูหนังไทยที่เข้าไปแล้วไม่น่าจะทำให้ผิดหวังมากนัก… แต่กระนั้นก็ยังมีหนังส่วนหนึ่งทำให้ผมเสียใจ…ไม่มากก็น้อย…
ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาพัฒนา ให้ภาพของหนังสวยงามมากขึ้นกว่าในอดีตมากมาย ทั้งยังสามารถสร้างเอฟเฟกหลากหลายในการถ่ายทำ แต่สิ่งเหล่านี้แค่ช่วยให้หนังดูดีขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้หนังเข้าถึงจิตใจคนดู ไม่ได้ทำให้คนดูเข้าถึงสาระในตัวหนัง(ในกรณีที่ตัวหนังมีสาระ) สิ่งที่สามารถสร้างสิ่งเหลานี้ได้คือความรู้… ถ้ามันมีไม่พอ…ก็ไปหามาใส่สมอง ถ้ามัวแต่เอาของเดิมๆมาใช้อยู่เรื่อยๆ อาจจะทำให้การพัฒนาการทางสมองสิ้นสุด ถึงขั้นสมองพิการได้
…เอ…หรือว่าเค้าขี้เกียจใส่ความรู้เพิ่ม
…เอ…หรือว่าเค้าใส่ความรู้แล้วมันไหลออก
…เอ…หรือว่าใส่ความรู้เข้าไปยังไงมันก็ไม่มีวันเข้าสมอง
…เอ…หรือว่าพัฒนาการทางสมองของเค้าสิ้นสุดแล้ว???
…เมื่อเราเข้าใจเราถึงรู้…เมื่อเรารู้เราถึงเข้าใจ…

อากาศ กาย…
19 September, 2007

ตามความเข้าใจพื้นฐานของผมเดาเอาว่า ทุกคนน่าจะมีนิสัยประหลาดๆ ติดตัวอยู่บ้างคนละหนึ่งหรือสองอย่าง แต่ถ้าบางคนมีมากกว่านั้นก็ไม่น่าวิตกหรอกครับ ถ้ามันไม่มีความวิปริตมากกว่าปกติ…
ส่วนตัวก็มีนิสัยแปลกๆอยู่พอควร อย่างเช่นชอบสังเกตลักษณะท่าทางคน ชอบมองสิ่งละอันพันละน้อยอย่างเช่นใบหู นิ้ว ไรผม เล็บ หรือ แม้กระทั่งนิ้วตีน(อาจจะหยาบไปนิดแต่ใช้คำนี้เพราะเข้าถึงอวัยวะส่วนี้ได้ดี) แต่ช่วงหลังๆมานี้นิสัยที่ชอบทำเป็นประจำคือการดมอากาศกลิ่นของเพศตรงข้าม ผมไม่ได้กระชากแขนสาวๆ แล้วเอาจมูกผมจุ่มลงไปบนแขนหล่อน หรือ เอาหน้าผมไปซุกรักแร้ใครนะครับ เวลาคนเราเคลื่อนตัวเอง อากาศรอบๆ จะมีเคลื่อนไหว ไหลผ่านตัวและดึงกลิ่นเราไปผสมกับตัวมันเอง
สิ่งที่ผมทำคือตอนเดินผ่านสาวๆ(หน้าตาดี) หลังจากที่เธอเดินผ่าน ผมจะโน้มตัวเองไปยังอากาศ…ที่ลากกลิ่นเธอออกมา… สูดหายใจอย่างแผ่วเบาเพื่อรับรู้รสนิยมของสาวคนนั้น โดยมากก็จะเป็นกลิ่นน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ผสมกับกลิ่นประจำตัวของแต่ละคน บางคนหน้าตาภายนอกไม่โดดเด่นมากนักกลับมีรสนิยมในการเลือกกลิ่นปรุงตัวเองอย่างได้น่าหลงไหล
แต่ก็มีบางคนที่ทำให้ผมแปลกใจเสมอ ที่กลิ่นของเธอนั้นเงียบกริบเหมือนอยู่ในห้องมืด ไม่มีการโต้ตอบของโสตสัมผัสใดๆทั้งสิ้น
หรือ… มันหมายถึงว่าผู้ชายคนไหนก็ไม่มีวันเข้าถึงจิตใจของเธอได้…
ปล. กลิ่นทีี่ดีจะต้องมีส่วนผสมของน้ำหอม(ของแท้) 40 เปอร์เซนต์ กลิ่นตัว 20 เปอร์เซนต์ และอากาศธรรมชาติอีก 40 เปอรเซนต์ หมักให้เข้ากันเป็นเวลาครึ่งวัน พอถึงช่วงเวลาพักเที่ยงอาวุธประจำกายนี้ก็พร้อมทำงานได้ทันที

วัยและวัน…
17 September, 2007

ตัวเลขระบุอายุขัยของผมเลื่อนเป็นเลข 31 บริบูรณ์แล้ว ความรู้สึกกลับไม่ตื่นเต้นเท่าเลข 30 เมื่อปีที่แล้ว สงสัยต้องรอถึงเลข 40 ความตื่นเต้น(ความดัน)คงมากกว่านี้แน่นอน…
ในวันที่เลขของอายุเพิ่มขึ้น ทุกคนมักจะมองกลับไปเสมอว่าช่วงปีที่ผ่านมาตัวเองทำอะไรไปแล้ว, ยังไม่ได้ทำอะไรบ้าง, ความสำเร็จ, ความผิดหวังและความอื่นๆ แต่สำหรับผมในช่วงสองสามปีหลังนี้ มองกลับไปก็จะพบกับความราบเรียบและว่างเปล่าเสมอ ไม่มีอะไรให้ตัวเองรู้สึกปลาบปลื้มหรือว่าเสียใจอะไร
เอ…จะว่าไปก็มีเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่น่าจำเช่น เมาสลบคาอาร์ซีเอ วูบสลบในห้องส้วมที่บ้านขณะทำกิจ เผลอใจให้ผู้หญิงที่มีแฟนเป็นตำรวจ(อาการเผลอเป็นอาการชั่ววูบสามารถกลับมามีสติได้เสมอ) แต่เหล่านี้ก็ไม่น่าจะนับเป็นความสำเร็จหรือความผิดหวัง อย่างใดอย่างหนึ่งได้หรอกมังครับ มันเป็นเหมือนเป็นฝุ่นละอองของชีวิตที่ทุกคนต้องเจอะเจอ แล้วแต่ว่าก้อนฝุ่นจะเล็กหรือว่าจะใหญ่
อีกหนึ่งอย่างสำหรับคนที่วัยเริ่มต้น 30 เริ่มวิตกคือความสูงอายุที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ หน้าเหี่ยว ตีนกา พุงโล้ และอื่นๆที่ร่างกายสามารถให้ได้เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ส่วนตัวไม่เคยวิตกกับเรื่องดังกล่าว (หน้าเหี่ยว ตีนกา พุงโล้ พวกนี้มีครบตั้งแต่สมัยมัถยมแล้ว) ผมวิตกทางเดินที่มองไม่เห็นของตัวเอง ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเปิดสวิตท์ไฟทางเดินมากี่ครั้งมันก็ไม่ติด เดินคลำทางกับฝาผนังอุ่นๆ ตลอดทางเดินบางทีคลำเจอสวิตท์ไฟบ้าง แต่ไม่เคยเปิดติด ผมมืดมน และดำดิ่งไปเรื่อยๆ ใครเห็นสะพานไฟก็ช่วยสับเปิดให้หน่อยนะครับ ผมจะได้เลิกพึ่งพาฝาผนังอุ่นๆผืนนี้ได้แล้ว
ปล. ของขวัญปีนี้ได้รองเท้าและดอกไม้บนโหล(จากเพื่อนๆ) ผมปลื้มใจนัก “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ”